โหมดสี (Color Mode)

โหมดสีมีด้วยกันหลายโหมด แต่ส่วนใหญ่ที่ใช้งานกันบ่อยๆ แล้วจะมีอยู่ 4 โหมด ดังนี้

โรงพิมพ์บางกอกพริ้น 1. โหมด RGB (Red, Green, Blue) ประกอบด้วยสีสามสี คือ สีแดง, สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งการสร้างงานกราฟฟิคนั้น เราจะใช้โหมด RGB นี้เป็นหลัก โหมด RGB นี้สีจะเกิดขึ้นจากการผสมแสงสามสี ให้เกิดเป็นจุดสี ระบบสี RGB เป็นระบบสีของแสง ซึ่งเกิดจากการหักเห ของแสงผ่านแท่งแก้วปริซึม จะเกิดแถบสีที่เรียกว่า สีรุ้ง ( Spectrum ) ซึ่งแยกสีตามที่สายตามองเห็นได้ 7 สี คือ แดง แสด เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง ซึ่งเป็นพลังงานอยู่ในรูปของรังสี ที่มีช่วงคลื่นที่สายตา สามารถมองเห็นได้ แสงสีม่วงมีความถี่คลื่นสูงที่สุด คลื่นแสงที่มีความถี่สูงกว่าแสงสีม่วง เรียกว่า อุลตราไวโอเลต ( Ultra Violet ) และคลื่นแสงสีแดง มีความถี่คลื่นต่ำที่สุด คลื่นแสง ที่ต่ำกว่าแสงสีแดงเรียกว่า อินฟราเรด ( InfraRed) คลื่นแสงที่มีความถี่สูงกว่าสีม่วงและต่ำ กว่าสีแดงนั้น สายตาของมนุษย์ไม่สามารถรับได้ และเมื่อศึกษาดูแล้วแสงสีทั้งหมดเกิดจาก แสงสี 3 สี คือ สีแดง ( Red ) สีน้ำเงิน ( Blue)และสีเขียว ( Green )ทั้งสามสีถือเป็นแม่สีของแสง เมื่อนำมาฉายรวมกันจะทำให้เกิดสีใหม่ อีก 3 สี คือ สีแดงมาเจนต้า สีฟ้าไซแอน และสีเหลืองและถ้าฉายแสงสีทั้งหมดรวมกันจะได้แสงสีขาวจากคุณสมบัติของแสงนี้ เราได้นำมาใช้ประโยชน์ทั่วไป ในการฉายภาพยนตร์ การบันทึกภาพวิดีโอภาพโทรทัศน์ การสร้างภาพเพื่อการนำเสนอทางจอคอมพิวเตอร์ และการจัดแสงสีในการแสดง เป็นต้น

 

2. โหมด CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, blacK) (โหมดสีนี้เป็นโหมดสีสำหรับงานพิมพ์ออฟเซ็ท) ประกอบด้วยสีสี่สี คือ สีเขียวปนน้ำเงิน, สีม่วงแดงเข้ม, สีเหลือง และสีดำ โหมดสีนี้จะใช้ในการเตรียมพิมพ์การพิมพ์สี่สี ระบบสี CMYK เป็นระบบสีชนิดที่เป็นวัตถุ คือสีแดง เหลือง น้ำเงินแต่ไม่ใช่สีน้ำเงิน ที่เป็นแม่สีวัตถุธาตุ แม่สีในระบบ CMYK เกิดจากการผสมกันของแม่สีของแสงหรือระบบสีRGB คือ แสงสีน้ำเงิน + แสงสีเขียว = สีฟ้า (Cyan) แสงสีน้ำเงิน + แสงสีแดง = สีแดง(Magenta) แสงสีแดง + แสงสีเขียว = สีเหลือง (Yellow) สีฟ้า (Cyan) สีแดง (Magenta) สีเหลือง (Yellow) นี้นำมาใช้ในระบบการพิมพ์ และ มีการเพิ่มเติม สีดำเข้าไป เพื่อให้มีน้ำหนักเข้มขึ้นอีก เมื่อรวมสีดำ ( Black = K ) เข้าไป จึงมีสี่สี โดยทั่วไปจึงเรียกระบบการพิมพ์นี้ว่าระบบการพิมพ์สี่สี(CMYK) ระบบการพิมพ์สี่สี ( CMYK ) เป็นการพิมพ์ภาพในระบบที่ทันสมัยที่สุด และได้ภาพ ใกล้เคียงกับภาพถ่ายมากที่สุด โดยทำการพิมพ์ทีละสี จากสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน และสีดำ ถ้าลองใช้แว่นขยายส่องดู ผลงานพิมพ์ชนิดนี้ จะพบว่า จะเกิดจากจุดสีเล็ก ๆ สี่สีอยู่เต็มไปหมด การที่เรามองเห็นภาพมีสีต่าง ๆ นอกเหนือจากสี่สีนี้ เกิดจากการผสมของเม็ดสีเหล่านี้ใน ปริมาณต่าง ๆ คิดเป็น % ของปริมาณเม็ดสี ซึ่งกำหนดเป็น 10-20-30-40-50-60-70-80-90 จนถึง100% โรงพิมพ์บางกอกพริ้น

 

โรงพิมพ์บางกอกพริ้น 3. โหมดขาวดำ (Grayscale) โหมดนี้จะมีเพียงสองสีคือ สีขาวและสีดำแต่จะมีระดับความเข้มของสีดำ 255 ระดับ รวมกับสีขาวอีกหนึ่งสี ในโหมดนี้ก็จะมีเพียง 256 สี

4. โหมด Indexed Color คือ โหมดสี 8 bit channel หรือ 256 สี (2 ยกกำลัง 8 = 256 สี) โดยไม่มีการกำหนดตายตัวว่าสีทั้ง 256 สีนั้นจะต้องเป็นสีใดๆ บ้าง ซึ่งเราสามารถกำหนดชุดสีที่ใช้ ว่าจะใช้สีใดๆ บ้าง (แต่ต้องไม่เกิน 256 สี)

ป้าย สิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจ

ภาพลักษณ์ของป้ายโฆษณา เป็นสื่ออย่างหนึ่งที่ให้ได้ผลดีในการเผยแพร่ข่าวสาร ผลิตภัณฑ์ ของธุรกิจนั้นๆ ซึ่งมีป้ายโฆษณาที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะป้ายคัทเอาท์ หรือบิลบอร์ดใหญ่ๆ ตามทางด่วน หรือถนนสายหลักๆ ต่างๆ หรือตามจุดสำคัญต่างๆ ของกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล ป้า้ยโฆษณาเหล่าสามารถมองเห็นได้ในระยะใกล้-ไกล ให้การประชาสัมพันธ์ธุรกิจและสินค้าได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับลูกค้าที่มีกิจการไม่ใหญ่มาก การลงทุนกับป้ายเหล่านี้ เป็นการลงทุนที่สูงเกินไป

เพราะค่าเช่าป้าย ค่าออกแบบ ในการผลิตติดตั้งป้ายโฆษณา มีค่าใช้จ่ายในแต่ละปีสูงถึงหลักล้าน สำหรับธุรกิจทั่วๆไป คงไม่ต้องลงทุนขนาดนั้นเพราะค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง ทางลูกค้า็สามารถสำรวจว่าพื้นที่ในส่วนของบริษัท ที่สามารถติดตั้งป้ายแล้วดูว่าสามารถติดตั้งได้ที่ใดบ้าง

ป้ายสำหรับธุรกิจขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ จะเ็ป็นลักษณะ ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนกันสาด ติดเหนือบนหลังคาบ้าน ด้านข้างตึก ตามรั้วบริษัทฯ เป็นต้น เป็นป้ายอีกแบบหนึ่งที่สามารถทำได้ไม่ยาก แต่ต้องออกแบบให้โดดเด่น เป็นที่สะดุดตาแก่บุคคลทั่วไป สามารถดัดแปลงโดยเอาการออกแบบ แนวคิดจากสื่อต่างประเทศ ในประเทศมาผสมผสาน เป็นป้ายที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของธุรกิจนั้นๆเอง

ป้ายธุรกิจขนาดเล็กอาจจะมีลักษณะ ป้ายผ้าใบที่ใช้การอิงเจคที่มีลวดลายต่างๆ ป้ายอะครีลิคติดสติกเกอร์ ป้ายตู้ไฟ ป้ายกัดกรด ป้ายเหล่านี้สามารถติดตั้งในสถานที่จำกัด มีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่จนเกินไป สามารถจัดทำสำเร็จรูปแจกให้กับลูกค้าอื่นๆ เ็ป็นการประชาสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว

การเลือกป้ายแบบใด ควรปรึกษา ช่างออกแบบป้ายโฆษณาเพืื่อสร้างสรรค์งานให้กับธุรกิจ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ เพื่อให้ได้ป้ายที่ตรงกับธุรกิจและราคาประหยัด ป้ายโฆษณาเพียงป้ายเดียว ถ้ามีการออกแบบและคิดคำพูดดีๆ และตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ก็จะสามารถเพิ่มยอดขายสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างมากมาย

Vinyl คืออะไร

ไวนิล คืออะไร
ไวนิล คือ พลาสติกพิเศษชนิดหนึ่ง ที่ได้มาจากการคิดค้นและพัฒนาสูตรผสมระหว่าง uPVC (unplastizide Poly Vinyl Choride) คุณภาพสูง และสารเพิ่มประสิทธิภาพหลายชนิด อาทิเช่น สารเพิ่มความทนทานต่อสภาวะอากาศ (Complex Stabilizer), สารเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก (Impact Modifer), สารเพิ่มความทนทานต่อแสงแดด หรือ รังสี (UV Stabilizer) ฯลฯ เพื่อให้ได้สูตรผสมพิเศษ (Compound) ซึ่งเหมาะสมแก่การผลิตเป็นกรอบหน้าต่างและประตู
ใน ต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและอเมริกา ไวนิล ถูกนำมาใช้ทำกรอบหน้าต่างและประตู มากว่า 30 ปี และมีแนวโน้มว่าสัดส่วน จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจาก ไวนิลมีคุณสมบัติที่ดีกว่าวัสดุอื่นๆที่ใช้ทำกรอบหน้าต่างและประตู โดยในประเทศไทยนั้น กรอบหน้าต่างและประตูที่ผลิตจากไวนิลกำลังเริ่มเป็นที่นิยม ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของกรอบหน้าต่างและประตูในยุค 2000 นี้
กรอบ หน้าต่างและประตูที่ผลิตจากไวนิลนั้น สามารถ ขจัดปัญหาการกัดกินของปลวกและแมลงต่างๆ ที่มักเกิดกับไม้เกือบทุกชนิด และ ปราศจากปัญหาการรั่วซึมของน้ำฝนบริเวณรอยต่อที่มักเกิดกับอลูมิเนียม เนื่องจากใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการเชื่อมมุมด้วยความร้อน (Heat Welding) จนรอยต่อเชื่อมสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน นอกจากนี้ กรอบหน้าต่างและประตูที่ผลิตจากไวนิลยังทนทานต่อแสงแดด (UV Protection) ไม่ผุกร่อน ไม่บิดงอ ไม่เป็นเชื้อไฟ และยังมีอายุการใช้งานยาวนานอีกด้วย

การออกแบบโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์

สำหรับการโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์นั้น ในปัจจุบันนี้ก็ได้แพร่หลายขยายขอบเขตออกไปอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ เพราะเทคโนโลยีการพิมพ์และรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์มีวิวัฒนาการก้าวหน้า ไปกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว อาจครอบคลุมไปถึงสื่อตัวกลางทุกประเภทที่จะสามารถใช้เป็นพื้นที่ที่พิมพ์ข้อ ความโฆษณาลงไปได้ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ใบปลิว เอกสารแผ่นพับ ป้ายประกาศโฆษณา(โปสเตอร์) หีบ ห่อ กล่องบรรจุสินค้า ฯลฯ ในการออกแบบโฆษณาสำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทใด หลักพื้นฐานที่นักออกแบบโฆษณาควรจะต้องทราบ ก็คือ เรื่องเกี่ยวกับองค์ประกอบโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์ขั้นตอนของการทำงานออกแบบ และหลักเกณฑ์ในการออกแบบ อย่างไรก็ดีแบบของตัวอักษรในพาดหัวโฆษณาหนึ่ง ๆ ก็ไม่ควรจะมีมากเกินไปนัก เพราะถ้าหากมากแบบไป อาจจะทำให้แลดูยุ่งเหยิง ด้อยรสนิยม และอาจทำให้หาจุดเด่น คือ พาดหัวสำคัญไม่พบก็ได้ อาจกล่าวได้ว่าพาดหัวโฆษณาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของชิ้นงานโฆษณา เพราะเป็นส่วนที่นำเสนอแก่น หรือหัวใจของงานโฆษณานั้น ถ้าผู้อ่านเพียงแต่อ่านพาดหัวก็อาจจะ

องค์ประกอบของโฆษณาในสิ่งพิมพ์
โดยทั่วไปองค์ประกอบของโฆษณาในสิ่งพิมพ์จะประกอบด้วยองค์ ประกอบใหญ่ 4 ประการ ดังนี้
1. พาดหัวโฆษณา (headline) คือ ส่วนที่เป็นตัวอักษรมักมีลักษณะเป็นประโยคที่ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ อาจมีประโยคเดียว บรรทัดเดียว หรือหลายบรรทัด หรือหลายประโยค หลายบรรทัดก็ได้ ในกรณีที่พาดหัวโฆษณายาว อาจจัดแบ่งเป็นพาดหัวใหญ่และพาดหัวรอง พาดหัวรองก็จะเป็นส่วนขยายพาดหัวใหญ่ ใช้ตัวอักษรขนาดเล็กกว่า หรืออาจจะให้แบบตัวอักษรต่างจากพาดหัวใหญ่ก็ได้ ดังนั้นในพาดหัวโฆษณาจึงอาจมีแบบของตัวอักษรได้มากกว่าหนึ่งแบบอย่างไรก็ดี แบบของตัวอักษรในพาดหัวโฆษณาหนึ่ง ๆ ก็ไม่ควรจะมีมากเกินไปนัก เพราะถ้าหากมากแบบไป อาจจะทำให้แลดูยุ่งเหยิง ด้อยรสนิยม และอาจทำให้หาจุดเด่น คือ พาดหัวสำคัญไม่พบก็ได้
อาจกล่าวได้ว่าพาดหัวโฆษณาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของชิ้นงานโฆษณา เพราะเป็นส่วนที่นำเสนอแก่น หรือหัวใจของงานโฆษณานั้น ถ้าผู้อ่านเพียงแต่อ่านพาดหัวก็อาจจะสามารถรู้ทุกสิ่งที่ผู้โฆษณาต้องการจะ บอกกล่าวก็ได้ ดังนี้ในบางครั้งโฆษณาทั้งชิ้นอาจมีเพียงแต่พาดหัวโฆษณาแล้วมีชื่อผู้โฆษณา ต่อท้ายเท่านั้น ก็เรียกว่าเป็นชิ้นงานโฆษณาที่สมบูรณ์ชิ้นหนึ่งแล้ว พาดหัวโฆษณาอาจจะปรากฎที่ตำแหน่งใดในพื้นที่ชิ้นงานโฆษณานั้นก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนบน ส่วนกลาง หรือส่วนกลาง หรืออาจจะตะแคงพาดมุมซ้าย มุมขวาก็ได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับ ความเหมาะสมเมื่อประกอบกับองค์ประกอบนั้น ๆ และวัตถุประสงค์ของผู้ออกแบบว่าต้องการจะใช้พาดหัวโฆษณานั้นให้เกิดผลประการ ใดต่อผู้อ่าน
นอกจากเรื่องการออกแบบและการกำหนดขนาดตัวอักษรให้เหมาะสมกับเนื้หาและอารมณ์ ของโฆษณาแล้ว สิ่งที่ผู้ออกแบบพึงระวังเกี่ยวกับเรื่องพาดหัวโฆษณาก็คือ การแบ่งประโยคของพาดหัว หากเป็นกรณีที่พาดหัวมีขนาดยาว หรือพื้นที่โฆษณาจำกัด จำต้องแบ่งพาดหัวเป็นหลายบรรทัด ถ้าแบ่งประโยคผิด ก็อาจทำให้ความหมายของพาดหัวนั้นคลาดเคลื่อนและทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ ผิดก็ได้ อีกประการหนึ่ง คือ เรื่องเครื่องหมายวรรคตอน ควรจะต้องใช้ให้ถูกต้องตามหลักภาษาด้วย
2. เนื้อหาความโฆษณา (copy block) คือ ส่วนที่เป็นเนื้อหารายละเอียดของโฆษณาทั้งหมด เป็นส่วนขยายของพาดหัวโฆษณา มักจะเรียงเป็นคอลัมน์หรือบล็อก ขนาดตัวอักษรของเนื้อหาความจะมีขนาดเล็ก บทบาทหน้าที่ของเนื้อความ คือ ช่วยย้ำความมั่นใจของผู้อ่านส่วนมากวิธีการเขียนเนื้อความ มักจะเขียนให้สั้น กะทัดรัด และรวบรัด แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับการโฆษณาสินค้าบางชนิดที่จำเป็นจะต้องเขียนให้ยาวและ อธิบายละเอียด เช่นการโฆษณาบริการที่ไม่อาจจะแสดงภาพให้เห็นชัด และจำเป็นต้องอธิบายชักจูงใจให้มาก เพื่อสร้างความมั่นใจกับลูกค้า เช่น บริการประกันชีวิต เป็นต้น และนอกจากนี้ การโฆษณาบางประเภทก็อาจจะเน้นที่เนื้อความโดยตรง เช่น โฆษณาส่งถึงลูกค้าโดยตรงทางไปรษณีย์และสั่งซื้อสินค้าทางไปรษณีย์ จำเป็นจะต้องใช้เนื้อความยาวและอธิบายละเอียด
ในกรณีที่เนื้อความมีความยาวมาก ผู้ออกแบบควรจะแบ่งเนื้อหาออกเป็นบล็อกสั้น ๆ แต่ละบล็อกอาจมีหัวเรื่องซึ่งเป็นใจความสำคัญของบล็อกนั้นเป็นบรรทัดนำ แล้วล้อมรอบทั้งหัวเรื่องและบล็อกนั้นไว้ด้วยพื้นที่ว่างสีขาว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านได้พักสายตาเป็นช่วง ๆ
3. ภาพ (art) ที่จริง คำว่า “art” ในที่นี้มีความหมายกว้างขวาง ครอบคลุมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ได้เป็นตัวอักษร คือ หมายความถึง ภาพถ่าย ภาพลายเส้น ภาพวาด ภาพระบายสี กรอบของภาพ เครื่องประดับตกแต่ง แท่งสีต่าง ๆ พื้นสีเทาโทนต่าง ๆ ที่เป็นพื้นหลังของชิ้นงานโฆษณานั่น พื้นที่ว่างสีขาว ตลอดจนแบบของตัวอักษรเอง ก็สามารถจัดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะในงานโฆษณาได้ สำหรับภาพถ่ายและภาพวาดนั้น ต่างก็มีประโยชน์ต่องานโฆษณาไปในแง่มุมที่แตกต่างกัน ภาพถ่ายสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยกว่า และให้ความรู้สึกกับคนดูภาพว่า เป็นของจริงและพร้อมจะเชื่อถือ ส่วนภาพวาดนั้นสามารถที่จะแสดงจินตนาการทุกอย่างได้ในขณะที่ภาพถ่ายอาจจะทำ ไม่ได้ นอกจากนี้ภาพวาดก็ไม่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพฤดูกาลดินฟ้าอากาศเหมือนอย่างการ ถ่ายภาพด้วย กรอบภาพเป็นองค์ประกอบอีกประการหนึ่งที่น่าคำนึงถึง เพราะนอกจากใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งแล้ว ยังมีประโยชน์มากในแง่แยกโฆษณาซึ่งงานของเราไม่ได้ไปปะปนกับงานโฆษณา ซึ่งมีขนาดเท่ากันหรืออยู่ข้างเคียงกัน
4. ชื่อผู้โฆษณา (signature) องค์ประกอบสุดท้าย เป็นส่วนที่จะบอกกล่าวกับผู้อ่าน โฆษณาว่า ใครเป็นเจ้าของโฆษณาชิ้นนั้น โดยปกติชื่อและที่อยู่ของผู้โฆษณามักจะใช้แบบตัวอักษรที่แตกต่างไปจาก ตัวอย่างของเนื้อความโฆษณา เพราะเมื่อจบเนื้อความโฆษณาแล้วในบางชิ้นงานโฆษณาก็จะต่อท้ายด้วยชื่อและที่ ออยู่ของผู้โฆษณาเลย ดังนั้น ก็ควรจะเล่นลวดลายตัวอักษรให้ต่างกัน อย่างไรก็ตามชื่อและที่อยู่ของผู้โฆษณาไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ท้ายเนื้อความ โฆษณาเสมอ ไป อาจจะไว้ในตำแหน่งใดก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม ส่วนมากมักจะอยู่ตอนล่างสุดของเนื้อที่ โฆษณา ศัพท์คำว่าชื่อและที่อยู่ของผู้โฆษณานี้ อาจจะมีศัพท์คำอื่นที่ใช้แทนได้ และก็เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายกว้างขวางในวงการโฆษณาด้วย เช่น คำว่า “logotype” หรือ “logo” นอกจากชื่อและที่อยู่ของผู้โฆษณาแล้ว ยังมีส่วนประกอบที่สำคัญอีกสองประการสำหรับองค์ประกอบสุดท้ายนี้ คือ เครื่องหมายการค้าและคำขวัญ ซึ่งมักจะอยู่รวมกับกลุ่มกันกับชื่อและที่อยู่ของผู้โฆษณา

ขั้นตอนในการปฏิบัติงานออกแบบโฆษณา
การปฏิบัติงานออกแบบโฆษณาซึ่งเรียกกันว่า ทำเลย์เอ้าท์นั้นมีหลายขั้นตอนและมี คุณภาพหลากหลาย ตั้งแต่ขั้นหยาบ หรือคร่าวๆ ที่สุดขึ้นไป จนถึงขั้นละเอียดที่สุด จนอาจจะมองไม่ออกว่าเป็นการวาดหรือเป็นการพิมพ์กันแน่น การทำงานออกแบบจะหยาบหรือละเอียดอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ว่า จะใช้การออกแบบนั้นเพื่ออะไร เช่น ถ้าหากว่าเพื่อจะส่งให้คนเขียนเนื้อความโฆษณาเอาไปพิจารณาเรื่องขนาด เนื้อที่ที่เขาควรจะเขียนข้อความหรือให้ช่างภาพดูเพื่อเป็นแแนวทางว่าควรจะ จัดภาพอย่างไร หรือเป็นแนวทางให้ช่างพิมพ์ให้ขนาดตัวพิมพ์ ถ้าเป็นเช่นนั้น การออกแบบก็ไม่ต้องละเอียดมาก แต่ถ้าเป็นกรณีเสนอต่อลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจก่อนที่เขาจะต้องจ่าย เงินเป็นจำนวนมาก เพื่อโฆษณาสินค้าของเขาการออกแบบก็ควรจะต้องละเอียดมากขึ้น การทำเลย์เอ้าท์ ไม่ใช่ว่าคิดแบบแรกได้แล้ว ก็จะสามารถใช้ได้ทันที กว่าที่กระบวนการการทำเลย์เอ้าท์จะเสร็จสิ้นเป็นที่ตกลงใจกันได้ทุกฝ่ายนั้น โฉมหน้าของเลย์เอ้าท์ อาจจะเปลี่ยนไปจากความคิดครั้งแรกห่างไกลจนเป็นคนละภาพเลยก็เป็นได้

ระดับขั้นตอนความละเอียดของการทำเลย์เอ้าท์
2.1 ภาพร่าง (thumbnail) เป็นขั้นตอนแรกของการทำเลย์เอ้าท์ ส่วนมากมักจะใช้ขนาดพื้นที่ราว 1/4 ของพื้นที่จริงของโฆษณา ในพื้นที่ย่อส่วนจากของจริงนี้ นักออกแบบก็จะสะดวกเข้าในการสเก็ตคร่าว ๆ เช่น ลากเส้นขยุกขยิกแทนภาพ ใช้ดินสอแรเงาเป็นฟันปลาแทนตัวอักษร ในขั้นภาพร่างนี้ เรื่องที่สำคัญกว่าละเอียดของภาพ คือ เรื่องสัดส่วนไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของรูปภาพ ขนาดตัวอักษร ความยาวของเนื้อความโฆษณา ถึงจะย่อลงมาจากของจริงก็จะต้องย่อลงมาในลักษณะที่ถูกสัดส่วน
2.2 รูปแบบสำเร็จ (finished layout) เป็นการทำเลย์เอ้าขั้นละเอียดขึ้นมากกว่าภาพร่าง แต่ก็ยังไม่ละเอียดที่สุด ในขั้นนี้มีการออกแบบตัวอักษรในพาดหัวโฆษณาเห็นชัดทั้งในรูปแบบ สไตล์และขนาด สำหรับภาพก็ไม่ใช้เส้นขยุกขยิกแสดงสัดส่วนภาพเท่านั้น แต่เป็นการแสดงภาพ ซึ่งอาจจะเป็นภาพวาด – ภาพเขียน – ภาพถ่าย ก็ได้เหมือนกัน เมื่อโฆษณาจะออกสู่สายตาสาธารณชน ขนาดตัวอักษรของข้อความโฆษณาตลอดจนกรอบเนื้อที่ก็จะกำหนดอย่างถูกต้อง
2.3 รูปแบบสมบูรณ์ (comprehensives) เป็นการออกแบบพื้นที่ละเอียดกว่า ข้นที่ 2 เป็น การนำเสนอชิ้นงานโฆษณาต่อลูกค้า ดังนั้น จึงต้องมีรายละเอียดที่สมบูรณ์ เพื่อให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตกลงใจเสียเงินเป็นจำนวนมาก ในขั้นนี้ตัวอักษรพาดหัวจะต้องเขียนเหมือนของจริงทุกประการ ส่วนภาพถ้าใช้วาดก็จะต้องวาดให้เหมือนจริง หากเป็นภาพถ่ายก็จะถูกปะไว้ในจุดที่เป็นจริง ข้อความโฆษณาจะต้องทำให้เห็นขนาดเนื้อที่ถูกต้อง ถ้าไม่พิมพ์ให้เหมือนจริงก็จะต้องลาก เส้นคู่แสดงขนาดตัวอักษรให้แน่นอน เมื่อเสร็จแล้วก็มีการเข้ากรอบปิดด้วยแผ่นพลาสติกใส เพื่อให้ปลอดภัยคงสภาพดีจนไปถึงมือลูกค้า ถ้าชิ้นงานโฆษณานั้นจะต้องพิมพ์ในระบบออฟเซต การทำเลย์เอ้าท์ก็ต้องมีขั้นตอนเพิ่มอีกขั้นหนึ่ง คือ การตัดองค์ประกอบทุกอย่างที่จัดทำไว้ปะ (paste up)ลงไปในขนาดพื้นที่เท่าจริง ให้ทุกอย่างประกอบกันในลักษณะที่เหมือนของจริงที่สำเร็จรูปแล้ว ทุกประการ เพื่อเอาไปทำแม่พิมพ์

การออกแบบหนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่รวมเรื่องราว บทวิเคราะห์ ภาพเหตุการณ์ และการโฆษณา ต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ถ้าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกจัดไว้อย่างขาดความมีระเบียบลงบนหน้าหนังสือ ก็จะให้ผู้อ่านเกิดความสับสนในเรื่องราวต่าง ๆ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนได้ว่าในแต่ละหน้าจะบรรจุอะไรไว้บ้าง และในตำแหน่งใด เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน ดังนั้น จึงต้องมีการออกแบบเพื่อให้อ่านได้ง่าย อ่านได้เร็ว และอ่านได้มาก หนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่ต้องแข่งขันกับสื่ออื่น ๆ ที่มีการเคลื่อนไหวในการเสนอข่าวอยู่ ตลอดเวลา เช่น วิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง เพื่อให้ข่าวสารต่าง ๆ ที่เสนอต่อผู้อ่านมีความใหม่สดอยู่เสมอ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับนิตยสาร วารสาร และหนังสือเล่มแล้วสิ่งพิมพ์เหล่านี้ก็จะอ่านได้ง่ายและดูสวยงามน่าสนใจกว่า หนังสือพิมพ์โดยทั่วไป ทั้งนี้เพราะนิตยสาร วารสาร และสิ่งพิมพ์อื่นนั้นมีเวลาที่ใช้ในการออกแบบตบแต่ง ทำอาร์ตเวอร์คและเตรียมการมากกว่าหนังสือพิมพ์ แต่ผู้อ่าน ผู้อ่านมักจะสนใจในความยากง่ายของการทำจะสนใจแต่เพียงว่าสิ่งพิมพ์ใดอ่าน ง่าย อ่านสนุก และน่าสนใจมากกว่าเท่านั้น ฉะนั้น เพื่อให้หนังสือสามารถทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจให้ได้ ผู้ออกแบบจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้หนังสือพิมพ์เป็นที่น่าสนใจ ของผู้อ่าน และได้ประโยชน์จากเนื้อหาในขณะเดียวกัน

เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น อาจกำหนดแนวคิดของการจัดหน้าได้ดังนี้
1. บรรณาธิการจะต้องจัดข่าวให้อยู่ในลักษณะที่มีความสะดวกต่อการอ่าน เพื่อ ให้ผู้อ่านรู้สึกว่าสามารถอ่านและติดตามข่าวได้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เช่น ควรให้ผู้อ่านเข้าใจและติดตามได้ว่าข่าวเริ่มจากจุดใดต่อไปที่คอลัมน์ใดและ ไม่สิ้นสุดที่คอลัมน์ใดโดยง่าย ต้องจัดให้ข่าวพิเศษอยู่ในตำแหน่งที่สะดุดตา หาดูได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลาค้นหามาก ฉะนั้น การจัดวางข่าวให้ระเบียบจึงเป็นมาตรการสำคัญข้อแรกของการออกแบบ
2. การจัดวางรูปแบบของข่าวต่าง ๆ ควรให้อยู่รูปแบบที่คงที่สม่ำเสมอและ สอดคล้องกับหนังสือพิมพ์อื่นตามสมควร เพื่อให้ผู้อ่านสะดวกในการติดตามข่าว โดยไม่ต้องเริ่มต้นหาตำแหน่งของเรื่องราวต่าง ๆ ใหม่ เมื่อไปอ่านหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ แต่อย่างไรก็ตาม การออกแบบในการจัดหน้าและเสนอข่าวจะต้องทำให้ผู้อ่านเกิดภาพพจน์ต่อหน งัสือพิมพ์นั้นตาม ที่ผู้ทำหนังสือพิมพ์นั้นต้องการ ภาพพจน์นี้เป็นความรู้สึก ทัศนคติ และความคิดเห็นของผู้อ่านต่อหนังสือพิมพ์นั้น ๆ เช่น เกิดความรู้ ความเข้าใจว่าหนังสือพิมพ์นั้น ๆ เป็นหนังสือพิมพ์ประเภทใด ๆ
3. จะต้องออกแบบให้ผู้อ่านรู้สึกตื่นเต้นยิ่งขึ้นต่อสิ่งที่หนังสือพิมพ์นั้น เสนอ ต่อผู้อ่านเพราะความจริงแล้วหนังสือพิมพ์จะต้องแข่งขันกับสื่อ อื่น ๆ ที่น่าสนใจกว่า เช่น วารสาร วิทยุ โทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ จะมีความเร้าใจมากกว่าโดยธรรมชาติเพราะมีเสียงพูดเสียงดนตรี หรือภาพประกอบด้วย สิ่งพิมพ์ประเภทวารสาร นิตยสาร ก็สามารถทำให้เห็นจริงเห็นจึงได้มากกว่าโดยการใช้ภาพสี ฉะนั้นเพื่อให้สามารถแข่งขันกับสื่อต่าง ๆ ได้หนังสือพิมพ์จึงจำเป็นที่จะต้องคิดค้นการจัดหน้า และการเสนอข่าวให้น่าสนใจ และน่าทึ่งมากยิ่งขึ้น เช่น การพาดหัวข่าว การใช้ภาพที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์ และความสดของข่าว
การออกแบบหนังสือพิมพ์เป็นการนำเอาถ้อยคำ ภาพ สี และเส้น และสิ่งประกอบอื่น ๆ มารวมกันให้เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน คือ การเสนอข่าวสาร โฆษณาและข้อมูลต่าง ๆ ต่อผู้อ่านให้มีความสวยงาม น่าสนใจ และเกิดประโยชน์ใช้สอบมากที่สุดโดยที่สื่อสิ่งพิมพ์ก็เป็นสิ่งพิมพ์ประเภท หนึ่ง ฉะนั้นผู้ออกแบบอาจใช้หลักเกณฑ์ในการออกแบบดังได้กล่าวแล้วในเรื่องมาใช้ได้ นั่นคือ การออกแบบต้องคำนึงถึง ส่วนสัดความสมดุล ความแตกต่าง และความมีเอกภาพอยู่เสมอ

หลักการของการจัดหน้าหนังสือพิมพ์
การจัดหน้า หมายถึง การออกแบบหน้าแต่ละหน้าของหนังสือพิมพ์ โดยการกำหนด ตำแหน่งของส่วนต่าง ๆ ในหน้า เช่น พาดหัวข่าว เนื้อข่าว ส่วนโฆษณา ซึ่งในการจัดหน้านี้จะต้องประกอบไปด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ที่สำคัญ คือ
1. การจัดทำโครงร่างของหน้า (dummy) เพื่อให้รู้ว่าองค์ประกอบใดควรอยู่ใน ตำแหน่งใด ซึ่งโครงร่างนี้จะต้องทำให้เรียบร้อยชัดเจน แน่นอน และรัดกุมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าจัดทำไม่ดีแล้วจะเป็นปัญหาในการเรียงพิมพ์และจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ลงบนหน้าอย่างมาก
2. การกำหนดตำแหน่ง (positioning) การกำหนดตำแหน่งของข่าว ภาพ และองค์ประกอบต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญ โดยปกติดเรื่องราวหรือข่าวที่สำคัญมักจะจัดไว้ ณ จุดศูนย์ กลางของความสนใจ เพราะผู้อ่านจะมองในส่วนนี้ก่อนส่วนอื่น โดยทั่วไปแล้วส่วนบนด้านซ้ายและส่วนบนด้านขวาของหน้าเป็นจุดศูนย์กลบางของ ความสนใจ ส่วนล่างของหน้าทั้งสองข้างก็เป็น จุดสนใจเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าส่วนบน
หลักการที่สำคัญของการกำหนดตำแหน่ง ก็คือ การชักนำให้อ่านอ่านเรื่องราวอย่างเป็นระบบโดยไม่รู้ตัว โดยการกำหนดให้เรียงภาพ หรือข่าวอยู่ในตำแหน่งที่เป็นจุดสนใจและน่าติด ตาม ผู้อ่านบางคนอาจไม่สนใจตำแหน่งของข่าว แต่จะเลือกหาอ่านเรื่องราวที่ตนสนใจเป็นหลัก แต่ถ้าเรื่องราวหรือข่าวถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่อ่านง่าย เห็นง่าย ไม่สับสน ก็จะช่วยทำให้น่าอ่านยิ่งขึ้น
3. การจัดหน้าแบบกริดหรือแบบแบ่งเป็นส่วน ๆ (grid) การจัดแบ่งหน้าในระบบกริดนี้เป็นการจัดแบ่งหน้าออกเป็นส่วน ๆ ให้มีขนาดและรูปร่างที่ต่างกันออกไป การจัดแบ่งทำได้โดยการลากเส้นตัดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมเป็นช่อง ๆ ซึ่งในการจัดหน้าหนังสือนั้นเส้นกริดจะหมายถึง ช่องว่างที่อยู่ระหว่างคอลัมน์นั่นเอง การลากเส้นกริดเพื่อแบ่งหน้าหนังสือออกเป็นส่วน ๆ นั้นจะต้องคิดวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้การจัดวางคอลัมน์ต่าง ๆ เป็นไปอย่างชัดเจน
โดยปกติเนื้อข่าวต่าง ๆ ก็จะถูกจัดให้เป็นรูปเหลี่ยมประกอบด้วยคอลัมน์ย่อย ๆ อาจเป็นการจัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมในแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้ แต่การแบ่งพื้นที่ต่าง ๆ มักจะไม่เท่ากัน เช่น จะไม่มีการแบ่งให้มี 4 คอลัมน์ ทางซ้าย และ 4 คอลัมน์ทางขวาเลย แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะจัดให้มีการแบ่งจำนวนคอลัมน์ของแต่ละข่าวกันดังนี้ คือ 2 และ 4 คอลัมน์หรือ 1 และ 5 คอลัมน์ เป็นต้น และในทำนองเดียวกันก็จะไม่แบ่งให้ส่วนบนกับส่วนล่างเท่ากันด้วย
การจัดหน้าแบบการออกแบบรวม (total design) การจัดหน้าแบบนี้แตกต่างไปจาก
การจัดแบบระบบกริด โดยมุ่งให้การจัดหน้ามีลักษณะที่น่าทึ่ง น่าสนใจยิ่งขึ้น ด้วยการคิดวางแผนการจัดหน้าและข่าวไว้ล่วงหน้าโดยการจัดวางรูปแบบพื้นฐาน ทั่วไปของหน้าก่อนแล้วจึงพิจารณาบรรจุข่าวลงในรูปแบบที่กำหนด ซึ่งรูปแบบของหน้าที่จัดนั้นก็จัดไว้เป็นพื้นที่กว้าง ๆ ที่มีสัดส่วน
พอเหมาะที่จะเรียกร้องความสนใจได้ เช่น การจัดให้มีพื้นที่รูปเหลี่ยมขนาดต่าง ๆ อยู่ด้วยกันทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ที่มีการเฉลี่ยน้ำหนักของคอลัมน์ที่พอเหมาะเมื่อมองภาพรวมทั้งหน้า แต่อย่างไรก็ตามการจัดการแบบนี้ก็ยังเน้นความเรียบง่าย แต่น่าสนใจการจัดที่มีที่ว่างระหว่างคอลัมน์บ้างจะช่วยให้ดูโปร่งตาและสวย งามมากขึ้น ซึ่งโดยปกติช่องว่างระหว่างคอลัมน์ไม่ควรน้อยกว่า 14 พอยท์ ซึ่งบางครั้งอาจให้กว้างได้ถึง 2 ไพก้า

เครื่องพิมพ์สกรีน แบบวงกลมระบบกึ่งอัตโนมัติ

การพิมพ์สกรีนเป็นหนึ่งในระบบการพิมพ์ที่ได้รับการ พัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นในด้านอุปกรณ์แม่พิมพ์สกรีน เช่น ผ้าสกรีน ยางปาด กาวอัด ฟิล์มทำแม่พิมพ์สกรีน เครื่องพิมพ์สกรีน หมึกพิมพ์ ฯลฯ และเทคนิคการพิมพ์ซึ่งได้แก่ การพิมพ์ตรงบนชิ้นงาน การพิมพ์รูปลอก รวมทั้งการพิมพ์บนวัสดุที่มีความหลากหลายทั้งด้านรูปทรง และประเภทของวัสดุ และหนึ่งในวัสดุที่มีการพัฒนามากที่สุดคือ การพิมพ์สกรีนลวดลายต่างๆ ลงบนผ้า หากต้องการทราบถึงความเป็นมาของการพิมพ์ลวดลายต่างๆ บนผ้า คงต้องย้อนกลับไปประมาณ 2,000 ปีก่อนในประเทศจีนที่ได้มีการค้นพบลายพิมพ์บนผ้า ซึ่งเชื่อกันว่าได้ถูกพิมพ์จากแม่พิมพ์ที่ทำมาจากเส้นผมของมนุษย์ ต่อมา ประมาณ ปี ค.ศ. 1850 ในวงการอุตสาหกรรมพิมพ์ผ้าได้มีการใช้เทคนิคการพิมพ์ผ้าที่ทันสมัยครั้งแรก ในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส แต่การพิมพ์ที่ทันสมัยได้รับการพัฒนาในเชิงพาณิชย์เริ่มต้นขึ้นในประเทศ อเมริกาเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1911

โดยกลุ่มผู้ผลิตป้ายที่เล็งเห็นความต้องการของป้าย โฆษณาจำนวนมากสำหรับติดตั้งกับรถโดยสารประจำทาง โดยพวกเขาได้ใช้ผ้าไหมธรรมชาติที่ทอเป็นผืนมาทำเป็นแม่พิมพ์ แทนแม่พิมพ์ที่เคยทำมาจากกระดาษและตัดขึ้นรูป นอกจากนี้ยังได้ใช้ยางปาดแทนแปรงทาสีอีกด้วย และหลังจากที่ขั้นตอนการพิมพ์ที่ทันสมัยในยุคนั้นสามารถสร้างมูลค่าในธุรกิจ การพิมพ์ได้เป็นอย่างดี พวกเขาจึงได้ขยายธุรกิจออกไปในรูปแบบของแฟรนไชส์ การพัฒนาการทำแม่พิมพ์ที่ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วง ต้นทศวรรษ 1940 เมื่อนักเคมีชาวอังกฤษได้คิดค้นฟิล์มทำแม่พิมพ์ที่สามารถถ่ายอัดลวดลายได้ ด้วยการถ่ายภาพลงบนฟิล์มชนิดนี้แล้วนำไปติดบนแม่พิมพ์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พัฒนาการของสิ่งพิมพ์และการพิมพ์ได้ชะลอตัวลงเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบในการ แม่พิมพ์

แต่ต่อมาในช่วงก่อนปี ค.ศ. 1960 ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดสิ่งพิมพ์ที่เน้นความเร็วและความ แม่นยำในการพิมพ์ลวดลาย ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และจำนวนผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น นำไปสู่พัฒนาการการพิมพ์ที่เร็วขึ้นและแม่นยำด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำลง เรื่อยๆ นอกจากนี้ การพิมพ์สกรีนยังคงมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเสมอ เช่น การพิมพ์บนแผงวงจรไฟฟ้า ทดแทนการใช้สายไฟติดลงบนแผ่นวงจรไฟฟ้า เป็นต้น ในขณะที่ปริมาณของวัสดุที่ใช้พิมพ์มากขึ้น จึงได้มีการคิดค้นและพัฒนาเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็น กล่องบรรจุภัณฑ์ กระดาษ วัสดุแผ่นเรียบอื่นๆ รวมทั้ง การพิมพ์ผ้าก็เช่นกัน เครื่องจักรได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพิมพ์มากขึ้น ด้านวัสดุที่ใช้ในการผลิตแม่พิมพ์สกรีน เช่น ผ้าสกรีน ก็ได้มีการคิดค้นวัสดุสังเคราะห์เข้ามาแทนที่ผ้าไหม ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทำให้ได้ผ้าสกรีนที่แข็งแรง และมีความละเอียดดีขึ้น ซึ่งช่วยให้การพิมพ์บนผ้าสามารถเก็บรายละเอียดของลวดลายมากขึ้น และการพิมพ์สอดสีก็ทำได้แม่นยำขึ้น

การพิมพ์สกรีนเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถคิดค้นเทคนิค การพิมพ์ที่หลากหลาย เมื่อเปรียบเทียบกับการพิมพ์ด้วยวิธีอื่นๆ และมีต้นทุนที่ต่ำกว่า จึงเป็นสาเหตุให้การพิมพ์ผ้ามีความกว้างขวางขึ้น และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน จากผ้าสีเรียบ ได้ถูกนำมาพิมพ์ลวดลายลงไป ทำให้ผ้าที่พิมพ์มีมูลค่ามากขึ้น จากโต๊ะเทียนที่เรียงกันเป็นแนวยาว ใช้คนพิมพ์จำนวนมาก จนมาเป็นเครื่องพิมพ์แบบหมุนโดยใช้คนประจำแท่นแต่ละแท่นในการพิมพ์ แต่เครื่องพิมพ์ชนิดนี้ก็ยังมีข้อเสียอยู่ที่ว่า จำนวนสีจะถูกจำกัด4-6สี แต่ก็ยังเป็นที่นิยมเพราะการพิมพ์เสื้อยืดสมัยก่อนไม่จำเป็นต้องใช้สีหลายสี การออกแบบส่วนใหญ่ยังใช้จำนวนสีที่จะพิมพ์ไม่มาก และเครื่องพิมพ์เสื้อยืดนี้ก็เป็นการลงทุนที่ไม่มากนัก หลังจากนั้น เมื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่เอื้ออำนวย รวมทั้งวิศวกรรมที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกล และอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้าไปมาก ผู้ผลิตเครื่องพิมพ์สกรีนจึงได้นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาพัฒนาเครื่องพิมพ์ให้ สะดวกกับการใช้งานมากขึ้น

จึงถือกำเนิดเครื่องพิมพ์เสื้อยืดกึ่งอัตโนมัติขึ้น ซึ่งมุ่งเน้นให้มีความสามารถในการพิมพ์จำนวนสีมากขึ้น อีกทั้งยังแม่นยำมากขึ้นด้วย โดยใช้คนงานเพียง 2 คนในการควบคุมเครื่อง คนงานสามารถป้อนระบบการทำงานอัตโนมัติได้ และเพียงคอยป้อนเสื้อยืดเข้าและออกเท่านั้น มื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มีบทบาทมากขึ้น ทางด้านผู้ผลิตจึงได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์มาประยุกต์เข้ากับเครื่องพิมพ์ เพื่อให้เครื่องพิมพ์มีความสามารถในการพิมพ์ที่หลากหลายและ แม่นยำมากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน เครื่องพิมพ์กึ่งอัตโนมัตินี้สามารถอำนวยความสะดวกและเพิ่มผลผลิตได้มากกว่า แรงงานคนเป็นทวีคูณ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์สอดสีที่เน้นความแม่นยำ ซึ่งความแม่นยำของเครื่องอยู่ในเกณฑ์ 0.01 มิลลิเมตร หรือ 10 ไมครอนเท่านั้น ซึ่งการพิมพ์ด้วยมือไม่สามารถพิมพ์ได้แม่นยำและสม่ำเสมอได้ในระดับนี้ นอกจากนี้ เครื่องพิมพ์กึ่งอัตโนมัตินี้จะช่วยลดความสูญเสียอันเนื่องมาจากการพิมพ์ที่ คลาดเคลื่อนในระบบแรงงานคนด้วย

ระบบของเครื่องนี้ สามารถตั้งโปรแกรมความเร็ว และแรงกดในการปาดของยางปาดได้ เพื่อให้เหมาะกับงานพิมพ์หลายประเภท และหัวพิมพ์แต่ละหัวจะทำงานอิสระขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของโปรแกรมในหัวพิมพ์ นั้นๆ การตั้งค่า off-contact หรือระยะห่าง ระหว่างแม่พิมพ์สกรีนกับชิ้นงาน ก็สามารถตั้งได้เพียงกดปุ่มบนจอ touchscreen เท่านั้น และในกรณีที่เกิดการคลาดเคลื่อนของตำแหน่งพิมพ์สอดสี เครื่องก็จะปรับแต่งแก้ไขตำแหน่งแค่เพียงปลายนิ้วสัมผัสซึ่งต่างจากแรงงานคน ที่จำเป็นต้องแก้ไขโดยการทำแม่พิมพ์สกรีนใหม่

สำหรับผู้ที่มีความสนใจจะลงทุนกับเครื่องพิมพ์เสื้อ ยืดกึ่งอัตโนมัติ สามารถสั่งสินค้าจากผู้ผลิต หรือผู้แทนจำหน่ายได้ โดยผู้ซื้อสามารถระบุให้เครื่องมีฟังก์ชั่นต่างๆได้ตามความต้องการ อีกทั้งเครื่องยังมีความสามารถในการพิมพ์อื่นๆ เช่น ขากางเกง ผ้าเช็ดหน้า เสื้อผ้าเด็ก อีกทั้งผู้ซื้อยังสามารถระบุจำนวนสีที่จะพิมพ์ ซึ่งปัจจุบันนี้ทางผู้ผลิตเครื่องเองสามารถผลิตเครื่องที่มีจำนวนมากถึง 20 สี

ปัจจุบันนี้มีหมึกพลาสติซอล (Plastisol) ซึ่งเป็นหมึกที่ไม่แห้งเร็วจนตันแม่พิมพ์ ทำให้เครื่องพิมพ์อัตโนมัตินี้สามารถนำมาใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะพิมพ์หนาหรือบางแค่ไหน เครื่องพิมพ์ก็สามารถพิมพ์ได้ หรือจะให้ยางปาดๆช้าหรือเร็วก็ได้ เพื่อให้เสื้อยืดหรือชิ้นงานมีลูกเล่นที่โดดเด่นแปลกตา และสามารถขายในราคาสูงกว่าปกติ

เลือกวัสดุพิมพ์อย่างไร ให้เหมาะสมกับงานที่จะพิมพ์

การ เลือกใช้วัสดุพิมพ์สำหรับงานพิมพ์ด้วยระบบ Ink Jet ในที่นี้จะขอกล่าวถึงระบบงานพิมพ์ Ink Jet ที่เกี่ยวกับการทำป้ายโฆษณา Outdoor เพียงเท่านั้น สำหรับวัสดุที่ใช้พิมพ์ของระบบงานพิมพ์ Ink Jet อื่นขอให้ติดตามในโอกาสต่อไป

วัสดุสำหรับงานพิมพ์ Ink Jet หมึกพิมพ์เชื้อ Solvent ที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปก็จะกันอยู่ประมาณ 2 ประเภทคือ Flexible Surface หรือที่เรียกกันว่า ไวนิล และ Self Adhesive Vinyl หรือที่เรียกกันว่า สติกเกอร์ และที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปคือสติกเอร์ พีวีซี วัสดุพิมพ์ทั้งสองชนิดก็มีหลากหลายชนิด หลากหลายคุณสมบัติ แต่ละอย่างการนำไปใช้งานก็จะแตกต่างกันไป ในที่นี้จะขอขยายความของวัสดุพิมพ์เพื่อให้เกิดความรู้ซึ่งกันดังต่อไปนี้

ไวนิล หรือ Flexible Face กระบวน การผลิตเกิดจากการนำเส้นใยโพลีเอสมาทอเป็นผ้า ในความหนา หรือความใหญ่ของเส้นใย การเลือกใช้ความหนาหรือเส้นใยที่แตกต่างกันนั้น บงบอกถึงคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำไปใช้งาน จะขอกล่าวเรื่องคุณสมบัติภายหลังอีกครั้ง เมื่อได้เส้นใยที่ทอเป็นผืนแล้ว กระบวนการต่อไปคือการนำผ้าโพลีเอสไปเคลือบพีวีซีทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ในส่วนของด้านจะเคลือบโดยใช้ปริมาณพีวีซีที่มากกว่า เพื่อต้องการให้ผิวหน้าเรียบสม่ำเสมอ เมื่อพิมพ์สีลงไปจะทำให้ภาพที่ออกมาสวยงาม การเคลือบพีวีซีจะมีอยู่สองประเภท คือประเภทที่หนึ่ง ใช้กาวชนิดพิเศษเป็นตัวประสานระหว่างเส้นใยโพลีเอสเตอร์ กับพีวีซีที่เคลือบ วัสดุที่ทำในลักษณะนี้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากราคาจำหน่ายไม่แพงเกินไป และอีกประเภทหนึ่งคือการนำเส้นใยโพลีเอสเตอร์ไปชุบกับพีวีซีเหลว และผ่านขั้นตอนการทำเป็นแผ่น วัสดุที่ผลิตจากกระบวนการนี้จะมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยม ใช้กับป้ายที่ต้องการความทนทานเป็นพิเศษ หรือป้ายที่ต้องการอายุการใช้งานที่ยาวนาน และมีผิวหน้าสม่ำเสอเป็นพิเศษ ข้อเสียของระบบนี้คือ ราคาจำหน่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากวัสดุที่กระบวนการผลิตในประเภทนี้ค่อนข้างซับซ้อน และใช้เครื่องจักรที่มีราคาแพงในการผลิต อีกทั้งปริมาณการผลิตก็ยังได้น้อยกว่าในประเภทแรกอีกด้วย

การเลือก ใช้ไวนิล โดยทั่วไปนิยมใช้ความหนาของไวนิลเป็นตัวกำหนดความแข็งแรงของไวนิล แต่ในความเป็นจริงแล้วความหนาเป็นตัวชี้วัดความแข็งแรงส่วนหนึ่งเท่านั้น การที่จะดูว่าไวนิลมีความแข็งแรงมากน้อยเพียงใด ให้ไปดูที่รายละเอียดของสินค้า ที่ผู้ผลิตทุกรายจะต้องบ่งบอกสรรพคุณเอาไว้อย่างชัดเจน โดยศึกษาในหัวข้อดังต่อไปนี้

1. YARN บางแห่งก็จะมีคำต่อท้าย เช่น YARN COUNT หรือผู้ผลิตบางรายอาจจะมีคำอื่น แต่ขอให้สังเกตคำว่า YARN และตัวเลขที่ระบุตามมา ในหัวข้อนี้หมายถึงเส้นใยโพลีเอสเตอร์ย่อยๆ จำนวนกี่เส้นที่มัดรวมกันเป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์หนึ่งเส้น ยกตัวอย่าง ผู้ผลิตระบุว่า 500D x 500D นั้นหมายถึงทั้งเส้นใยแนวราบ และเส้นใยแนวตั้ง ในหนึ่งเส้นใยประกอบด้วยเส้นใยเส็กๆ มัดรวมกันจำนวน 500 เส้น และถ้าผู้ผลิตระบุว่า 300D x 200D นั่นหมายถึงเส้นในด้าน 300 หนึ่งเส้นประกอบด้วยเส้นใยเล็กๆจำนวน 300 เส้นมัดรวมกัน ส่วนอีกด้านหนึ่งคือเส้นใยเล็กๆ 200 เส้นมัดรวมกันเป็นเส้นใยใหญ่ ในข้อนี้ให้สังเกตว่าหากจำนวนเส้นใยมีจำนวนมาก นั่นหมายถึง ความแข็งแรงของไวนิลนั้นมีความแข็งแรงและทนทานมากกว่าชนิดที่มีจำนวนเส้นใย น้อยกว่า จำนวนเส้นใยที่กล่าวมาข้างต้นนี้ยังไม่อาจสรุปได้ว่าไวนิลที่มีเส้นใยมากจะ แข็งแรง ทนทาน แต่หากนำปัจจัยในหัวข้อต่อไปนี้มาพิจารณาร่วม ย่อมสามารถสรุปได้ว่าไวนิลนั้นๆมีความแข็งแรง ทนทานมากแค่ไหน
2. THREAD เช่นเดียวกันกับหัวข้อข้างต้น ผู้ผลิตแต่ละรายจะกำหนดชื่อที่แตกต่างกันไป สำหรับข้อนี้ก็ให้สังเกตตัวเลขที่ระบุตามหลังเช่นกัน ดังจะยกตัวอย่างต่อไป ในหัวข้อนี้ หมายถึงจำนวนเส้นใยทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ในพื้นที่หนึ่งตรารางนิ้ว เช่นระบุว่า 18 x 12 นั่นหมายความว่า ในด้านหนึ่งจำนวนหนึ่งนิ้ว จะมีเส้นใยโพลีเอสเตอร์ใหญ่จำนวน 18 เส้น และอีกด้านหนึ่งจะมีจำนวน 12 เส้น เช่นเดียวกันหากจำนวนเส้นใยยิ่งมากย่อมมีความแข็งแรงมากกว่าเส้นใยที่น้อย กว่า
3. THICKNESS หรือความหนา ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะระบุเป็นหน่วยมิลลิเมตร ความหนาก็เป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแรง
4. WEIGHT หรือน้ำหนัก ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะระบุเป็นกรัมต่อตารางเมตร หรือมีคำย่อว่า gsm.

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงข้อสังเกตพื้นฐานที่ควรจะนำมาพิจารณาเลือกซื้อไวนิลมาใช้งาน หากแต่ยังมีสรรพคุณอีกมากที่ต้องศึกษา ส่วนใหญ่แล้วผู้ผลิตไวนิลที่มีราคาสูงจะกำหนดไว้แทบจะทุกเรื่อง แต่สำหรับไวนิลที่ใช้งานพิมพ์ INK JET โฆษณา OUTDOOR แล้ว การรับทราบเพียงข้างต้นก็สามารถทำให้การเลือกใช้ไวนิลมีประสิทธิภาพ และเหมาะกับงาน อาจจะสามารถช่วยลดต้นทุนลงได้

ปัจจัย อีกตัวหนึ่งที่เป็นปัจจัยภายนอก ที่สามารถสังเกตเห็นได้ทันทีเมื่อผู้ขายนำไวนิลมาส่ง นั่นก็คือความสม่ำเสมอของสีผิวหน้าของไวนิล บางคนอาจจะบอกว่ามันไม่จำเป็นเลย แต่สำหรับผู้พิมพ์งาน INKJET แล้วปัจจัยนี้จะช่วยทำให้งานของผู้พิมพ์มีคุณภาพสูง และยังช่วยประหยัดทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายในการทำงานได้อีก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบง่ายๆ การพิมพ์ INKJET สิ่งสำคัญที่สุดคือสีของงานพิมพ์จะต้องเหมือนกันทุกครั้งที่พิมพ์ หากไม่สามารถควบคุมสีผิวหน้าของไวนิลได้แล้ว การที่จะทำให้สีที่พิมพ์ออกมาเหมือนกันทุกครั้งย่อมเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าเป็นไปได้ก็ต้องเสียเวลาในการเพิ่ม หรือลดค่าสี การทดลองพิมพ์ตัวอย่าง และต้องสูญเสียวัสดุพิมพ์ และหมึกพิมพ์ ในการปรุ๊ฟตัวอย่างใหม่

ชนิดของไวนิลนอกจากที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือ ไวนิลชนิดทึบแสง สำหรับงานป้ายโฆษณาที่ใช้ส่องด้านหน้า ไวนิลชนิดโปร่งแสง สำหรับงานตู้ไฟ ยังมีไวนิลที่มีคุณสมบัติมากกว่าดังนี้

1. ไวนิลตาข่าย หรือที่เรียกว่า NET ไวนิล หรือ MESH ไวนิลประเภทนี้นิยมใช้กันโดยทั่วไปคือ การคลุมตึกที่กำลังก่อสร้าง หรือคลุมลานจอดรถ ไวนิลชนิดนี้จะมีคุณลักษณะเด่นคือยอมให้ลมผ่านได้ และสามารถมองทะลุไปยังอีกด้านหนึ่งได้ ไวนิลชนิดนี้ยังนิยมใช้กันสำหรับทำป้ายขนาดใหญ่ในห้างสรรพสินค้า เพราะไม่บดบังทัศนวิสัยในการมอง อีกทั้งยังนิยมใช้ในการทำป้ายในสถานที่มีลมพัดผ่านแรง เนื่องจากไวนิลชนิดนี้ลมสามารถผ่านได้ จึงไม่ทำให้ต้องแบกรับของแรงลมที่จะมาปะทะกับป้าย

2. ไวนิลพิมพ์สองด้าน ไวนิลชนิดนี้จะมีผิวหน้าทั้งสองด้านของสินค้าที่เรียบสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีความหนาเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ลายภาพอีกด้านหนึ่งทะลุมาแสดงอีกด้านหนึ่ง หากพิมพ์สองหน้า หรือบางครั้งผู้ผลิตจะใช้วัสดุสีดำให้อยู่ระหว่างไวนิลทั้งสองด้าน ซึ่งการทำเช่นนี้ จะทำให้ภาพที่พิมพ์ทั้งสองด้านมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ และตัดปัญหาเรื่องลายภาพทะลุถึงกันได้เลย ไวนิลชนิดนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ผู้พิมพ์ในบ้านเราจะใช้ไวนิลทึบแสงพิมพ์สองแผ่นและมาเย็บติดกัน ซึ่งก็จะพบปัญหาคือ หากนำชิ้นงานดังกล่าวไปแสดงที่ที่มีแสงแดดส่องผ่าน ก็จะเห็นลายภาพของด้านหนึ่งแสดงเป็นเงาสีดำอีกด้านหนึ่ง

3. ไวนิลผิวหน้าสีขาวแต่ด้านหลังเป็นสีดำ ไวนิลชนิดนี้ออกแบบมาสำหรับงานโฆษณากลางแจ้งหน้าเดียว แต่ป้ายติดตั้งในสถานที่มีแสงผ่านมาก เพราะสีดำอีกด้านหนึ่งของไวนิลจะคอยป้องกันไม่ให้แสงผ่าน จึงทำให้ภาพที่พิมพ์มีความสวยงามตลอดเวลา

4. นอกจากนี้ผู้ผลิตบางรายยัง ผลิตชนิดที่ไม่มีเส้นใยอยู่ด้านในของไวนิล ข้อดีคือเมื่อนำไวนิลชนิดนี้ไปทำเป็นตู้ไฟจะไม่เห็นเส้นใย ทำให้ป้ายมีความสวยงาม แต่ความทนทานยังเหมือนเดิม ในอดีตหากทำตู้ไฟจะใช้ระบบการพิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์ WATER BASED เพราะวัสดุพิมพ์ของหมึกพิมพ์ชนิดนี้จะไม่มีเส้นใยให้เห็น แต่ในปัจจุบันเครื่องพิมพ์ SOLVENT BASED มีการพัฒนาความละเอียดมากขึ้น จึงมีผู้ผลิตบางรายผลิตสินค้าประเภทนี้ขึ้นมาโดยใช้หมึกพิมพ์ SOLVENT BASED พิมพ์ได้ ช่วยประหยัดในด้านต้นทุนการผลิต และเวลาในการผลิต

การผลิตไวนิลข้างต้นนั้น ผู้ผลิตหลายรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตที่ส่งสินค้าไปขายยังยุโรป จำเป็นที่ต้องเพิ่มขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญอย่างมากคือ การเคลือบไวนิลไม่ให้เป็นเชื้อที่ติดไฟ หรือเรียกภาษาอังกฤษว่า FLAME RETARDANT เพราะกฎหมายของประเทศนั้นๆ เข้มงวดมาก และในเมืองไทยเริ่มที่จะกล่าวถึงกันมากขึ้น เพราะจะนำไปใช้โฆษณาสินค้าในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน

นอกจากที่กล่าวมา ข้างต้นนี้แล้วในตลาดของผู้ผลิตไวนิลยังต้องมีผู้ผลิต ผลิตสินค้าใหม่ๆ เพื่อพัฒนาวงการโฆษณาอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตอาจจะมีวัสดุแปลกๆมาให้เหลือกใช้กันมากขึ้น

การออกแบบนิตยสาร

นิตยสารหรือวารสารมีความหมายที่ใกล้เคียงกันมากในปัจจุบันจนเกือบแยกไม่ ออกว่าเล่มใดคือนิตยสาร เล่มใดคือวารสาร ฉะนั้นในเรื่องต่อไปนี้ จึงกล่าวถึงในลักษณะรวมกันไปทั้งสองชนิด และจะเรียกว่า นิตยสารเท่านั้น
นิตยสารเป็นสิ่งพิมพ์ที่ต่างจากหนังสือพิมพ์ คือ หนังสือพิมพ์ มุ่งเสนอข้อเท็จจริงและข่าวสารที่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่นิตยสารมุ่งเสนอเนื้อหาทางด้านการบันเทิง วิชาการบทวิเคราะห์ บทความ วิจารณ์และแนวคิด เป็นส่วนใหญ่มิได้มุ่งถึงความสดใหม่ของข่าว และโดยทั่วไปคุณภาพในการพิมพ์และการออกแบบจะดีกว่าหนังสือพิมพ์รายวัน การวางรูปแบบของนิตยสาร จึงมักจะโน้มเอียงในทางการโฆษณามากว่าหนังสือพิมพ์ มีการพิมพ์ภาพสี่สีใช้กระดาษเนื้อค่อนข้างดี ภาพดี เพื่อเรียกความสนใจให้แก่ผู้อ่าน

ลักษณะของนิตยสารทั่วไปควรเป็นดังนี้
1. มีขนาดเล็กพอที่จะเปิดดูพร้อมกันคราวเดียว 2 หน้าได้
2. มีหน้าหลายหน้า และมีเรื่องหลายเรื่องต่อกันไปตามลำดับ

จุดมุ่งหมายของการออกแบบหน้านิตยสาร
โดยทั่วไปการวางรูปแบบนิตยสารจะมีจุดมุ่งหมายดังนี้
1. สร้างความสนใจให้กับผู้อ่าน เป็นสิ่งสำคัญเบื้องแรกที่ผู้ออกแบบจะต้องพยายามทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งอาจทำได้โดยการใช้สีที่สวยงาม ใช้ภาพที่น่าสนใจ ใช้พาดหัวเรื่อง หรือชื่อเรื่องในแบบที่เหมาะสมกับเนื้อเรื่องและเร้าความสนใจ เพื่อให้ผู้อ่านอยากติดตามเนื้อหาต่อไป
หลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับหัวเรื่องหรือชื่อเรื่องบนหน้าของนิตยสารมีดังนี้
1. ต้องมีขนาดตัวอักษรโตพอสมควรที่จะเห็นได้ชัดเจน
2. มีบริเวณว่างรอบตัวที่เป็นหัวเรื่องเพื่อให้มีความเด่น
3. การจัดตำแหน่งของชื่อเองนี้อาจจัดไว้ที่ตำแหน่งใดก็ได้ไม่มีข้อจำกัด
4. ชื่อเรื่องควรสั้นแต่ได้ใจความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ
2. ทำนิตยสารให้อ่านง่ายดูง่าย วัตถุประสงค์ข้อนี้ ทำได้โดยการใช้ตัวอักษรที่อ่านง่ายและ ออกแบบที่ดี เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความสบายตาในการอ่านและติดตามเนื้อเรื่องได้ง่ายที่สุด ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น การใส่คำอธิบายภาพไว้ใกล้ภาพก็จะเป็นการช่วยการอ่านได้อย่างมากเช่นกัน นอกจากนี้ การกำหนดขนาดตัวอักษรที่เหมาะสมกับขนาดคอลัมน์ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้า คอลัมน์แคบ แต่ใช้อักษรตัวโตเกินไปก็จะทำให้การอ่านไม่เรียบมีการสะดุดตลอดเวลาเพราะ ต้องเปลี่ยนบรรทึกบ่อย แต่ถ้าคอลัมน์กว้างแล้วใช้ตัวอักษรเล็ก ผู้อ่านจะต้องเพ่งสายตามาเพื่อติดตามอ่านข้อความ และอาจหลงบรรทัดได้ง่าย
3. รูปแบบ (format) นิตยสารมีรูปแบบต่าง ๆ กันและมีหลายขนาดตั้งแต่เล็กขนาดพอใส่กระเป๋าได้ จนถึงขนาดหนังสือพิมพ์ขนาดเล็ก (tabloid) การกำหนดขนาดและรูปแบบของนิตยสารว่าจะเป็นขนาดใดนั้น มักจะเนื่องมาจากเหตุผล 3 ประการ คือ
1. เพื่อความสะดวกในการพก เช่น ต่วยตูน, Reader’Digest
2. เพื่อให้เหมาะกับลักษณะของเนื้อหา
3. เพื่อให้เหมาะกับขนาดของเครื่องพิมพ์
นิตยสารขนาดใหญ่มักเป็นพวกที่มีเนื้อหาที่ต้องการแสดงภาพ ประกอบหรือนวนิยายเป็น ส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามนิตยสารโดยทั่วไปก็จะมีเนื้อหาที่เป็นข้อความและเป็น ภาพอย่างละประมาณครึ่งต่อครึ่ง และไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตาม จะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าในแนวตั้งเป็นส่วนมาก
4. การกำหนดกรอบ (frame) กรอบหรือขอบของหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องกำหนดในการจัดหน้านิตยสารเพราะ เป็นเครื่องแสดงจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดของเนื้อความ เพื่อความสะดวกใน การสังเกตของผู้อ่าน การมีกรอบช่วยให้การจัดหน้าทำได้ง่ายขึ้น และยังช่วยในการรวบรวมเรื่องที่ มีลักษณะเดียวกันไว้ด้วยกันในกรอบเดียวกันด้วย
5. นิตยสารเป็นสิ่งพิมพ์ที่ผู้อ่านจะมองเห็นพร้อมกันทีเดียว 2 หน้า ซึ่งต่างไปจากหนังสือ พิมพ์ที่ผู้อ่านจะอ่านคราวละหน้า ฉะนั้นในการออกแบบหน้าใดหน้าหนึ่งจะต้องคำนึงถึงอีกหน้าหนึ่งด้วยเสมอ เช่น ในกรณีที่เป็นเรื่องเดียวต่อเนื่องกันอาจออกแบบให้ชื่อเรื่องหรือภาพคลุมไป ทั้ง 2 หน้า เพื่อแสดงความต่อเนื่องกัน
6. ในกรณีที่ 2 หน้าซ้ายเป็นคนละเรื่อง จะต้องออกแบบไม่ให้ผู้อ่านเกิดความสับสน จึงต้องออกแบบให้ 2 หน้ามีลักษณะต่างจากกัน เช่น เว้นช่องว่างตรงบริเวณอกหนังสือไว้มากหน่อย และจัดภาพหรือเรื่องให้มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
7. การจัดหน้าของนิตยสารจะต้องมีทั้งความสวยงาม น่าสนใจ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้หลักการแออกแบบหหน้าของส่งพิมพ์ที่กล่าวถึงก่อน หน้าที่แล้ว และข้อควรระวังก็คือ ต้องหลีกเลี่ยงการออกแบบที่ขาดความเป็นระเบียบในการ
จัดองค์ประกอบ ซึ่งความจริงแล้วในการจัดหน้าหนังสือนั้น ไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบมาก ยิ่งมีองค์ประกอบต่าง ๆ มากเท่าใดก็ยิ่งจัดยากเท่านั้น ความเรียบง่ายและได้ประโยชน์ใช้สอยครบครันจะทำให้แลดูงามกว่า แต่ทั้งนี้หน้าหนังสือที่จัดออกมานั้นจะต้องสะท้อนให้เห็นคุณลักษณะและจุด สำคัญของเรื่องในหน้านั้น ๆ
8. ปกของนิตยสาร ปกของนิตยสารสวนใหญ่จะประกอบด้วยตัวหนังสือ ภาพ และชื่อนิตยสารนั้น ๆ ซึ่งจะต้องมีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ และมีขนาดใหญ่ พอที่ผู้อ่านจะเห็นและจำได้ง่าย การออกแบบปกหน้าจะต้องมีความยืดหยุ่นพอควร เพื่อให้สามารถจัดหน้าเป็นรูปแบบต่าง ๆ ได้ไม่ซ้ำกันในแต่ละฉบับ
ภาพประกอบบนปกมักจะเลือกมาจากภาพในเนื้อเรื่อง เพื่อชักนำให้ผู้อ่านติดตามเรื่องภายใน และใช้ตัวหนังสือเป็นเครื่องชี้แนะเรื่องราวภายใน นิตยสารบางฉบับอาจขายพื้นที่บางส่วนบนปกเป็นพื้นที่โฆษณาด้วย ซึ่งผู้ออกแบบก็จะต้องจัดไว้ในมุมที่ไม่บดบังความเป็นเอกลักษณ์ของนิตยสาร นั้น ๆ
กล่าวโดยสรุปแล้วสามารถนำความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการออกแบบมาใช้ในการจัด หน้านิตยสารได้เป็นอย่างดี และการศึกษาจากนิตยสารต่าง ๆ ที่วางขายในท้องตลาดก็เป็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งที่จะเรียนรู้วิธีปฏิบัติ ที่ผู้อื่นได้ทำไปแล้ว

การตรวจสอบไฟล์งาน

การตรวจสอบไฟล์งาน

มี ประโยชน์กับการทำงานในส่วนของโรงพิมพ์ เนื่องจากไฟล์งานที่มีความสมบูรณ์จะช่วยลดความผิดพรากที่จะเกิดขึ้น เช่น ความคมชัดของรูปภาพรูปแบบฟอนต์ ขนาดงาน รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการนำไฟล์งานไปเปิดในเครื่องอื่นหรือการเปิดไฟล์งานด้วย โปรแกรมที่มีเวอร์ชันต่างกันได้ สิ่งต่างๆ ที่ควรทำการตรวจสอบ คือ
1. รูปภาพ ภาพที่ใช้ในงานสิ่งพิมพ์เป็นสีระบบ CMYK โดยไปที่เมนู Image > Image Size….. รูปที่ใช้ควรมีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดงาน เพราะการย่อหรือขยายรูปเมื่อนำงานไปพิมพ์แล้วจะทำให้รูปไม่ชัด โดยไฟล์ภาพที่นิยมใช้กับงานพิมพ์คือ TIFF, PSK, PSD, BMP, JPIG
2. ฟอนต์ หลังจากตรวจสอบความถูกต้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรทำการ Create Outlines โดย ไปที่เมนู Type > Create Outlines เนื่องจากการนำไฟล์งานไปเปิดในเครื่องอื่นถ้าเครื่องเครื่องนั้นไม่มีฟอนต์ ที่ใช้ในงานอยู่ โปรแกรมจะนำฟอนต์อื่นมาแสดงผลแทน
3. สี โหมดสีที่ใช้ในไฟล์งานและ Document Color Mode ต้องเป็น CMYK ซึ่งสามารถตรวจสอบ Document Color Mode ได้โดยดูที่มุมซ้ายบนของหน้าต่างงานว่าเป็น CMYK Color (กรเปลี่ยนแปลง Document Color Mode ในภายหลังจะทำให้ค่าสีที่ใช้งานทีการเปลี่ยนแปลง) Brush ถ้ามีการใช้ Brush ในการวาดรูปควรทำการแปลงให้เป็นลายเส้น โดยไปที่เมนู Object > Expand AppearanceSymbol การใช้ Symbol ต้องแปลงให้เป็นลายเส้น โดยไปที่ เมนู Object > Expand..
Crop Mark การกำหนดแนวเส้นในการตัดเจียนกระดาษ เพื่อบอกถึงขอบเขตงานที่ใช้จริง หลังจากพิมพ์งานเสร็จ โรงพิมพ์จะนำงานไปตัดโดยตัดตามเส้นตัดที่กำหนดไว้ในไฟล์งาน

การสร้าง Crop Area และ Crop Marks
- สร้างเส้นตัดได้โดยในขั้นแรกให้สร้างกล่องสี่เหลี่ยมที่มีขนาดเท่ากับขนาด งานของท่าและคลิกเอกกล่อสี่เหลี่ยมไว้ หลังจากนั้นเลือกการสร้างเส้นตัดซึ่งมี 2 แบบ ดังนี้
- แบบ Crop Area : ในเมนู Object > Crop Area > Make เนื่องจาก Crop Area เมื่อสร้างขึ้นแล้วจะไม่สามารถคลิกได้ ถ้าต้องการลบทิ้งให้ไปที่เมน Object > Crop Area > Release การใช้ Crop Area ใช้ได้กับรูปทรงสี่เหลี่ยมเท่านั้น และเส้นตัดที่ได้จะมองเห็นเฉพาะในโปรแกรมเท่านั้นถ้าพิมพ์งานออกมา ดูจะมองไม่เห็นเส้นตัด
- แบบ Crop Marks : ไปที่เมนู Filter > Create > Crop Marks การใช้ Crop Marks เส้นตัดที่ได้มาจะสามารถคลิกเลือกได้ และสามารถใช้กับรูปทรงอื่นได้อีกด้วย
การเผื่อเนื้อที่ในการตัดเจียนขอบกระดาษ ในกรณีที่ชิ้นงานมีพื้นสีหรือรูปภาพวางอยู่ที่ขอบของเนื้องาน ควรทำการขยายพื้นที่ออกไปจากขอบเขตงานจริงประมาณ 3 มิลลิเมตร เนื่องจากงานที่พิมพ์ เสร็จเมื่อนำไปตัดอาจมีการเหลื่อมซึ่งจะก่อให้เกิดการเหลื่อมขาวขึ้น

การเตรียมไฟล์ส่งโรงพิมพ์
โดยทั่วไปการส่งไฟล์ให้กับโรงพิมพ์มักจะใช้การเขียนลง CD หรือ DVD ไฟล์ที่ต้องรวบรวมประกอบด้วย ไฟล์ งาน อาจจะส่งเป็น 2 ไฟล์คือ ไฟล์ที่ได้ Create Outlines แล้ว และไฟล์ที่ยังไม่ได้ Create Outlines เพื่อใช้ในการแก้ไขภายหลังรูปภาพ รวบรวมรูปภาพที่ใช้ในไฟล์งานทั้งหมด ทั้งรูปที่ Link และไม่ Link ท่านสามารถตรวจสอบว่ารูปใดที่ใช้ในไฟล์งานบ้างได้จาก Palette Linkฟอนต์ ควร Save ฟอนต์ทุกตัวที่ได้ใช้ประกอบภายในหน้างานส่งไปยังโรงพิมพ์ด้วย เพื่อรองรับความผิดพลาด หรือการแก้ไขไฟล์งานเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งก่อนการ Create Outline จะสามารถตรวจดูได้ว่าฟอนต์ที่ใช้ในงานมีฟอนต์ใดบ้างที่เมนู Type > Find Font… ฟอนต์ที่ใช้ทั้งหมดจะอยู่ในช่อง Fonts in Document ใบพรินต์งาน (ตัวอย่างชิ้นงาน) เป็นงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ควรทำการพิมพ์ ส่งไปเป็นตัวอย่างเพื่อให้โรงพิมพ์ตรวจสอบความถูกต้องด้วย

การ Save ไฟล์จากโปรแกรม Illustrator CS3
ในโปรแกรม Illustrator นั้น สามารถเซฟไฟล์งานได้หลายรูปแบบ แต่รูปแบบที่นิยมใช้กันในปัจจุบันคือ ไฟล์ AI เป็นไฟล์ที่ใช้ได้กับโปรแกรม Illustrator เท่านั้น

วิธีการสร้างไฟล์ AI
- ไปที่เมนู File > Save As… ในช่อง Save as Type เลือก Format เป็น AI ตั้งชื่อไฟล์ และระบุตำแหน่งสำหรับจัดเก็บ
- จากนั้นกดปุ่ม Save หน้าต่าง Illustrator Options จะเปิดขึ้นมาสามารถเลือกเซฟไฟล์เป็นเวอร์ชันที่ต่ำกว่าได้ที่ช่อง Version ไฟล์ EPS เป็นไฟล์กราฟิกในสมัยแรกๆ ที่ใช้ในงานสิ่งพิมพ์ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงมีการใช้กันอยู่ เป็นไฟล์ที่สามารถนำไปใช้ได้กับโปรแกรมกราฟิกทุกโปรแกรม

วิธีการสร้างไฟล์ EPS
2.1 ไปที่เมนู File > Save As.. ในช่อง Save as Type เลือก Format เป็น EPS
2.2 ตั้งชื่อไฟล์และระบุตำแหน่งสำหรับจัดเก็บ จากนั้นคลิกปุ่ม Save หน้าต่าง EPS Options จะเปิดขึ้นมา
2.3 สามารถเลือก Save ไฟล์เป็นเวอร์ชันที่ต่ำกว่าได้ที่ช่อง Version ในส่วน Options สามารถสั่งให้โปรแกรมทำการฝังรูปที่ Link ไว้ทั้งหมดได้ โดยการคลิกเลือกคำสั่ง Include Linked Files
2.4 คลิกปุ่ม OK
3. ปัจจุบันในวงการสิ่งพิมพ์เริ่มหันมาสนใจรูปแบบไฟล์ PDF กันมากขึ้นจึงได้มีการตั้งมาตรฐานของไฟล์ PDF เพื่อใช้ในขั้นตอนของการผลิตสิ่งพิมพ์ โดยใช้ชื่อว่า PDF/X ไฟล์ PDF/X มีการแบ่งออกเป็น PDF/X-1, PDF/X-2, PDF/X-3 แต่ไฟล์ที่ผ่านการรับรองและนำมาใช้ได้กับระบบงานพิมพ์แล้ว คือ PDF/X-1a และ PDF/X-3 โดยมีข้อกำหนดคือ จะต้องมีการฝังฟอนต์ทุกฟอนต์ในไฟล์ PDF จะต้องมีการระบุขอบเขตของหน้างานไม่มีการกำหนด Security รองรับระบบสี CVYK และ Spot (กรณี PDF/X-1a) และรองรับการจัดการสี (กรณี PDF/X-3)

วิธีการสร้างไฟล์ PDF/X จาก Photoshop CS3 หรือ Illustrator CS3
- ไปที่เมนู File > Save As ในช่อง Save as Type เลือก Format เป็น PDF ตั้งชื่อไฟล์ และระบุตำแหน่งสำหรับจัดเก็บ จากนั้นคลิกปุ่ม Save หน้าต่าง Save Adobe PDF จะเปิดขึ้นมา ในส่วนของ Adobe PDF Preset เลือก [PDF/X-3:2002] โดยเลือกให้ตรงกับระบบงานของท่าน ที่ช่อง Standard เลือก PDF/X-1a 2001 หรือ PDF/X-3 2002 และที่ช่อง Compatibility เลือกเป็น Acrobat 4 (PDF 1.3)
- คลิกปุ่ม Save PDF

1.ขั้นตอนการพิมพ์ ในขั้นตอนการพิมพ์ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนก่อนการพิมพ์ (Pre – Press) ประกอบไปด้วย
- การออกแบบงาน
- การแยกสี เป็นการนำไฟล์งานมาแยกเป็นสีพื้นฐานสำหรับงานพิมพ์ คือ ฟ้า, แดง, เหลือง, ดำ การถ่ายฟิล์ม ผลที่ได้จากการถ่ายฟิล์มคือแผ่นฟิล์มแยกสี 4 แผ่ตามสีพื้นฐานแต่ละสี ในกรณีที่มีการใช้สีพิเศษ (Pantone)
จำนวนแผ่นฟิล์มแยกสีแผ่นตามสีพื้นฐานที่ใช้ในส่วนการถ่ายฟิล์มนี้ต้องกำหนด ชนิดของเม็ดสกรีนให้เหมาะกับชนิดของกระดาษและเครื่องพิมพ์ เม็ดสกรีนที่ใช้ในปัจจุบันมี AM, FM, XMAM Screening (Amplitude Modulation): ลักษณะที่สำคัญของเม็ดสกรีน AM คือ เป็นเม็ดสกรีนที่มีองศาสกรีน มีความละเอียดของเม็ดสกรีนเป็นค่า LPI (Line per Inch) ความละเอียดของเม็ดสกรีนมีผลต่อการพิมพ์ลงบนกระดาษ ดังนั้นจึงต้องเลือกกระดาษให้เหมาะสมFM Screening (Frequency Modulation) : เม็ดสกรีน FM ไม่มีองศาของเม็ดสกรีนเหมาะสำหรับงานที่ต้องการแก้ปัญหาตาเสื่อ ดอกจันต่างๆ แต่ไม่เหมาะกับงานประเภทสีผิวคน (Skin Tone) มีความละเอียดของเม็ดสกรีนเป็น Micron (1 Micron = 1/100 มม.)XM Screening (Cross Modulation) : เม็ดสกรีน XV เป็นเม็ดสกรีนชนิดใหม่สร้างขึ้น เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้เม็ดสกรีน AM และ FM โดยเป็นการผสมกันระหว่างเม็ดสกรีน AM และ FM ความละเอียดของเม็ดสกรีนเป็น LPI เช่นเดียวกับเม็ดสกรีน AM การอัด Plate แบ่งได้ 2 ระบบ
- ระบบ CTF (Computer To Film) คือ ระบบการทำ Plate โดยผ่านการทำฟิล์มขึ้นมาก่อนแล้วจึงนำฟิล์มที่ได้ไปทำ Plate ด้วยเครื่องอัด Plate ระบบแสง ระบบ CTP (Computer To Plate) การทำ Plate ในระบบนี้เป็นการทำงานจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปสู่ Plate โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านการทำฟิล์มก่อนการทำปรู๊ฟ (Proofing) เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญในส่วนของการเตรียมพิมพ์เนื่องจากแผ่นปรู๊ฟจะใช้ ในการตรวจสอบความถูกต้องของงานทั้งหมด ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก การปรู๊ฟสามารถทำได้หลายรูปแบบปรู๊ฟบนจอคอมพิวเตอร์ (Soft Proof) เหมาะสำหรับการตรวจสอบเบื้องต้น เช่นการตรวจสอบตัวหนังสือ ข้อความ และการจัดวางองค์ประกอบ แต่ไม่สามารถตรวจสอบสีเนื่องจากจอคอมพิวเตอร์ใช้แสงในการแสดงผล
- ระบบ Digital Proof นิยมใช้ตรวจสอบโดยรวมก่อนดารทำฟิล์มและ Plate การปรู๊ฟจริง เป็นการปรู๊ฟโดยใช้ Plate จริง หมึกและกระดาษจริงในการปรู๊ฟ การปรู๊ฟในรูปแบบนี้สีที่เห็นจะใกล้เคียงกับสีในงานพิมพ์มากที่สุด

2. ขั้นตอนการพิมพ์ (Press) โรงพิมพ์จะนำ Plate ที่ได้จากการแยกสีไปขึ้นแทนพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ระบบต่างๆ ที่นิยมที่สุดคือเครื่องพิมพ์ระบบออฟเซต

3. ขั้นตอนหลังการพิมพ์ (Post – Press) หลังจากงานพิมพ์เสร็จเรียบร้อยจะถูกส่งมาในขั้นตอนนี้ เพื่อทำการตัด เย็บเล่ม หรือทำส่วนของงานหลังการพิมพ์ต่างๆ เช่นขัดเงายูวี, เคลือบพลาสติก, ขึ้นรูปกล่อง และอื่นๆ

กระดาษมีความสำคัญอย่างไร

ของใช้ในชีวิตประจำวันที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา เช่น หนังสือที่เรากำลังอ่านอยู่นี้ หนังสือพิมพ์ ถุงใส่ขนม กล่องใส่ของ ธนบัตร กระดาษเช็ดหน้าเช็ดปาก ตั๋วรถเมล์ ตลอดจนแผ่นป้ายโฆษณาที่ติดอยู่ตามสถานที่ทั่วไป ล้วนแล้วแต่ทำด้วยกระดาษทั้งสิ้น

มนุษย์เริ่มรู้จักวิธีทำกระดาษเมื่อประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้วในประเทศจีน โดยเอาฟางมาแช่น้ำทิ้งไว้ ครั้นฟางเปื่อยดีแล้วนำไปตีจนและจึงกรองเยื่อที่ได้ออก เอาไปล้างให้สะอาดอีกครั้งก็จะได้เยื่อกระดาษ วิธีทำกระดาษให้เป็นแผ่นในสมัยนั้น ทำโดยเอาเยื่อกระดาษที่ล้างสะอาดแล้วมาละลายน้ำอีกครั้งหนึ่งในถังไม้ น้ำที่ใช้ผสมต้องมากประมาณ ๑๐-๑๕ เท่าของเนื้อเยื่อ แล้วใช้ตะแกรงไม้ไผ่ตาถี่ช้อนลงไปในถัง เนื้อเยื่อจะติดตะแกรง พอหมาดดีแล้วลอกเยื่อกระดาษที่ติดตะแกรงเป็นแผ่นออกไปตากแดดจนแห้ง กระดาษจะหนาหรือบางขึ้นอยู่กับความข้นของเยื่อ ถ้าต้องการกระดาษหนาก็ผสมเยื่อให้ข้น กระดาษที่ได้มีสีน้ำตาลเพราะทำจากฟาง จึงเรียกว่า กระดาษฟาง ต่อมามีการใช้ผ้าขี้ริ้วหรือเศษผ้าแช่ กับน้ำด่างที่ได้จากขี้เถ้าแล้วตีจนเละเช่น เดียวกับวิธีทำกระดาษฟาง แต่กระดาษที่ได้มีสีเทา และเนื้อละเอียดกว่ากระดาษฟางมาก

เคล็ดลับวิธีทำกระดาษได้ตกทอดไปยังทวีปยุโรป ประเทศอังกฤษได้รู้จักทำกระดาษใช้เมื่อ พ.ศ. ๑๘๕๒ ในสมัยนั้น กรรมวิธีทำกระดาษส่วนใหญ่ยังทำด้วยมือ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๔๒ จึงมีชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งชื่อ นิโคลาส โรแบร์ต (Nicolas Robert) ได้ประดิษฐ์เครื่องทำกระดาษขึ้นมา โดยทำเป็นเครื่องมือแบบง่ายๆ และแผ่นกระดาษที่ได้ยังต้องนำไปตากให้แห้งด้วยการผึ่งลมในห้อง

วัสดุที่ใช้ทำกระดาษมีหลายอย่าง เช่น เศษผ้า ฟาง ปอ หญ้า ไม้ ไม้ไผ่ และชานอ้อย เช่น โรงงานกระดาษ จังหวัดกาญจนบุรี ใช้ไม้ไผ่เป็นวัตถุดิบสำคัญ โรงงานกระดาษบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้ฟางข้าว โรงงานเยื่อกระดาษ ที่จังหวัดขอนแก่น ใช้ปอเป็นวัตถุดิบ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่าย ในแถบนั้น ๆ ส่วนโรงงานทำกระดาษที่ใช้ไม้เป็นวัตถุดิบยังไม่มี แต่มีโครงการจะตั้งโรงงานผลิตกระดาษหนังสือพิมพ์โดยใช้ไม้จากป่าสนทาง ภาคเหนือในอนาคต

กระดาษประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อชิ้นเล็ก ๆ รวมเป็นเนื้อเดียวกันกระดาษบางชนิดจะแลเห็นเนื้อเยื่อเหล่านี้ชัดเจนมาก เช่น กระดาษสาที่ใช้ทำตัวว่าวและกระดาษถุงสีน้ำตาล เป็นต้น ไม้ทุกชนิดใช้ทำเยื่อกระดาษได้ แต่มีอยู่เพียงไม่กี่ชนิดที่เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมกระดาษ ไม้ที่เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมกระดาษจะต้องให้เยื่อเหนียว ยาว มียางน้อย เพราะยางไม้ทำให้เปลืองสารเคมีเมื่อต้มเยื่อ และยังทำให้กระดาษขาดง่ายขณะทำเป็นแผ่นต้องเป็นไม้ที่ขยายพันธุ์ง่าย เจริญเติบโตเร็ว ให้ปริมาณไม้ต่อเนื้อที่สูงและไม่มีคุณค่าในการทำ เครื่องเรือน

ไม้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวมักจะเป็นไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้สน ไม้ประเภทสนมีอยู่หลายชนิด ตามลักษณะของใบ ทางภาคเหนือของประเทศไทย ที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ได้ทดลองปลูกสนชนิดต่าง ๆ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ ผลปรากฏว่าสนหลายชนิดสามารถปลูกขึ้นในประเทศไทย และเจริญเติบโตเร็วกว่าในต่างประเทศ ไม้เนื้ออ่อนบางชนิดที่มีขึ้นอยู่ทั่วไปในประเทศ เช่น ต้นนุ่น งิ้ว ก้ามปู ก็สามารถใช้ทำกระดาษได้

ประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เช่น ประเทศพม่า อินเดีย ปากีสถาน จีน ต่างก็ใช้ไม้ไผ่เป็นวัตถุดิบทั้งสิ้น เนื่องจากไม้ไผ่ขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ปริมาณไม้ไผ่ที่ได้ต่อเนื้อที่น้อยกว่าไม้ชนิดอื่น ๆ จึงยังไม่เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมกระดาษขนาดใหญ่

ฟางและชานอ้อยให้เยื่อกระดาษสั้นและไม่เหนียวจึงเหมาะที่จะใช้ทำกระดาษ คุณภาพต่ำ เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ แต่ถ้าจะใช้เยื่อที่ได้จากฟางหรือชานอ้อยทำกระดาษคุณภาพดี เช่น กระดาษสมุด ต้องผสมเยื่อยาวที่ได้จากไม้สนหรือไม้ไผ่ลงไปประมาณร้อยละ ๓๐-๕๐

ไม้ที่ใช้ทำกระดาษ เมื่อขนส่งมาถึงโรงงาน จะถูกปอกเปลือกออกหรืออาจจะลอกเปลือกออกทันทีด้วย เครื่องจักรหรือมือหลังการโค่น การลอกเปลือกทำได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น ใส่ท่อนไม้ที่ตัดสั้นลงไปในถังใหญ่ที่หมุนในแนวระดับ ไม้จะถูกันเองจนเปลือกหลุด หรืออาจใช้น้ำที่มีความดันสูงระหว่าง ๑,๕๐๐-๒,๕๐๐ ปอนด์ตารางนิ้ว ฉีดบนท่อนซุง แรงดันของน้ำทำให้เปลือกไม้หลุดออกได้ เปลือกไม้จะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อไปในโรงงานทำกระดาษนั่นเอง จากนี้ท่อนซุงที่ปราศจากเปลือกแล้วจะถูกนำไปทำให้กลายเป็นเยื่อกระดาษต่อไป กรรมวิธีทำเยื่อกระดาษมีอยู่ ๒ วิธีคือ

๑. กรรมวิธีบด ท่อนซุงที่ปอกเปลือกแล้ว จะถูกนำป้อนเข้าไปฝนกับโม่หิน โดยมีน้ำฉีดเพื่อให้โม่หินเย็นลง และหาเยื่อกระดาษออกไปทำกระดาษต่อไป
๒. กรรมวิธีทางเคมี ท่อนซุงจะถูกทำให้เป็นเยื่อกระดาษโดยสารเคมี เยื่อกระดาษที่ได้จากวิธีนี้จะมีสีขาวกว่า แต่จะมีราคาแพงกว่ากระดาษที่ทำด้วยกรรมวิธีบด ท่อนซุงจะถูกหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วผ่านไปยังหม้อย่อยไม้ เศษไม้จะถูกต้มกับสารเคมีนาน ๖-๒๔ ชั่วโมง จึงจะได้เยื่อกระดาษที่จะทำเป็นกระดาษต่อไป

สารเคมีสำคัญๆ ที่ใช้ต้ม มีอยู่ ๓ ประเภท ดังนั้น เยื่อกระดาษที่ได้จึงมี ๓ ประเภทตามชนิดของสารเคมีที่ใช้ คือ เยื่อกระดาษโซดา (soda pulp) ใช้สารละลายด่างแก่ หรือโซดาแผดเผา (caustic soda) เยื่อกระดาษซัลไฟด์ (sulfide pulp) ใช้แคลเซียมไบซัลเฟต (calcium bisulfate) และเยื่อกระดาษ ซัลเฟต (sulfate pulp) ใช้โซเดียมซัลเฟต (sodium sulfate) รวมกับโซดาแผดเผา โซเดียมซัลไฟด์ (sodium sulfide) และโซเดียมคาร์บอเนต (sodium carbonate) สารเคมีแต่ละชนิดทำให้เยื่อกระดาษมีคุณสมบัติต่าง ๆ กัน เช่น เยื่อกระดาษโซดาจะอ่อนนุ่มและขาวสะอาดเหมาะที่จะใช้ทำกระดาษสมุดหนังสือ และหนังสือพิมพ์ เยื่อกระดาษซัลไฟด์จะเหนียวกว่า เหมาะที่จะใช้ทำกระดาษที่เหนียวขึ้น ส่วนเยื่อกระดาษซัลเฟตนั้นเหนียวมาก และยังฟอกสีให้ขาวได้ยาก จึงเหมาะที่จะใช้ทำกระดาษสีน้ำตาล ใช้ห่อของ บางทีเราเรียกว่า กระดาษคราฟต์ (kraft paper คำว่า kraft ในภาษาเยอรมันแปลว่า ความแข็งแรง) กระดาษชนิดนี้เริ่มผลิตในประเทศเยอรมันจึงได้ชื่อมาจนทุกวันนี้

เยื่อกระดาษที่ได้จะมีสีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลแก่ แล้วแต่กรรมวิธีที่ผลิตเยื่อ ถ้าต้องการเยื่อสีขาวสำหรับกระดาษสมุดหรือกระดาษพิมพ์จะต้องผ่านการฟอกสี ด้วยสารเคมี สารเคมีที่นิยมใช้ฟอกสีกระดาษ ได้แก่ ก๊าซคลอรีน ผงฟอกสี คลอรีนไดออกไซด์ เป็นต้น เมื่อได้เยื่อกระดาษมาแล้ว นำไปทำเป็นแผ่นกระดาษโดยเอาเยื่อกระดาษมากวน กับน้ำให้เข้ากันในถังใหญ่ ใส่ส่วนผสมอื่น ๆ เช่น ผสมสีทำให้กระดาษมีสีต่าง ๆ กัน ผสมแป้งหรือยางไม้ บางชนิดทำให้หมึกไม่ซึมเวลาพิมพ์ เป็นต้น จากนั้นจะถูกผ่านไปบนตะแกรงลวด ซึ่งทำเป็นสายพานเกลี่ยให้เป็นแผ่นกว้าง น้ำจะถูกดูดซึมออก เกิดเป็นแผ่นกระดาษเปียก ๆ จากนั้นจึงนำไปผ่านลูกกลิ้งเพื่อทำให้เรียบ แล้วนำไปผ่านลูกกลิ้งอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อให้น้ำในกระดาษระเหยจนแห้งและในที่สุดกระดาษจะมีผิวเรียบ มัน แล้วจึงม้วนเข้าเป็นม้วนใหญ่พร้อมที่จะนำไปใช้ได้ต่อไป

วิวัฒนาการของการผลิตกระดาษ และความต้องการใช้กระดาษในปัจจุบัน ทำให้เราใช้กระดาษเพิ่มมากขึ้น นอกจากทำกระดาษสมุดและหนังสือธรรมดาแล้ว เรายังทำกระดาษแข็ง ทำประตู ฝากั้นห้อง ท่อระบายน้ำ หรือแม้กระทั่งกางเกงชั้นในชนิดใช้แล้วทิ้ง ไม่ต้องซัก ในอนาคตเราอาจมีผลิตผลอื่น ๆ ที่ทำด้วยกระดาษเพิ่มขึ้นอีกมาก

Powered by WordPress | Read New Palm Pre Blog & Review. | Thanks to Wordpress Themes, MMORPG Games, Free Dating and Casino Online